“ข้าวคือชีวิตของชาวปกาเกอะญอ เราให้คุณค่ากับข้าวมากกว่าเงิน”

นี่คงเป็นคำกล่าวสั้นๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายนับล้านที่ออกจากปากชาวปากคนยอ บ้านผาหม่น หมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขาน้อยใหญ่ของดอยอินทนนท์

ทุ่งนาขั้นบันไดที่ข้าวสีทองเฟื่องฟูในต้นเดือนพฤศจิกายน เป็นผลผลิตของน้ำและกำลังคนที่นี่ เขากล่าวว่าชาวปกาเกอะญอให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปลูกข้าว และว่า “วิถีทำนาและการทำนา” ของชาวปกาเกอะญอเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขา

วันนี้นวลจะพามาเรียนรู้การทำฟาร์มแบบปกาเกอะญอ จะพาไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านผาหม่น มาร่วมรับแขกไปเกี่ยวข้าว ไปเขาดอย และอาหารพื้นเมืองของชาวปะกาเญยว
ปฏิบัติตามฉัน

002

นาข้าวขั้นบันไดบ้านผามนต์ ต้นข้าวสีทองรอการเก็บเกี่ยวในเร็วๆ นี้

“ดอกบัวบาน” บนขอบคันนา เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่รู้จักกัน “ได้เวลาเกี่ยวข้าวแล้ว”

004

หมู่บ้านผาหม่น ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของดอยอินทนนท์ ห่างจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1009 (จอมทอง-ดอยอินทนนท์) ประมาณ 7-10 กิโลเมตร เส้นทางจากถนนใหญ่เข้าหมู่บ้านค่อนข้างชันและมีทางโค้งสลับซับซ้อน ทางที่ดีควรใช้รถกระบะ

ที่เรียกกันว่า “บ้านผาหม่น” เพราะมีภูเขาลูกเล็กอยู่ใกล้ชุมชน ลักษณะคล้ายหมอน จึงชาวบ้านเรียกกันว่า “บ้านผาหม่น” และด้วยความพิเศษของพื้นที่ที่อยู่บนลุ่มน้ำ ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีต้นไม้ใหญ่และต้นเล็กมากมายเต็มไปหมด และก่อนที่จะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติในปัจจุบัน ชาวบ้านที่นี่ทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก

005

หมู่บ้านผามนต์ เป็นหมู่บ้านชาวเขากะเหรี่ยง ในหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง ไฮไลท์ของที่นี่คือทุ่งนาขั้นบันไดที่มองเห็นได้ไกลสุดลูกหูลูกตา

006

การได้สัมผัสชีวิตที่เรียบง่ายและธรรมดาเช่นนี้จะค่อยๆ เปิดเผยรายละเอียดของชีวิตที่เราสูญเสียไปโดยไม่รู้ตัว

ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่นวลสัมผัสได้จากที่นี่มีครบทุกอย่าง แม้แต่ลมหายใจและเสียงหัวใจของนวล โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่ต้อนรับคุณ เหมือนเรากำลังทำให้โลกช้าลง

009

เกสท์เฮ้าส์บ้านผามนต์ใหม่ ย้ำว่า คำว่าโฮมสเตย์จำกัดอยู่ตรงไหน? เราต้องนอนกับเจ้าของบ้านหรือไม่? หรือมีที่พักแยกต่างหากเพื่อไม่ให้รบกวนหรือเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันของเขา นวลคิดว่าการมีที่พักแยกเหมาะกับการลองใช้ชีวิตแบบโฮมสเตย์ “ฉันกับเจ้าบ้าน ไม่ต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์กัน”

“โอ้แพะ ฮ่าๆ แพะ อา เลโล”
“กินแค่พออิ่มท้อง แค่พออุ่นร่างกาย”

READ MORE  แจกแพลนเที่ยว กาญจนบุรี 3 วัน 2 คืน | Hulamamas

010

วิถีชีวิตของชาวปากเขนยายังคงเรียบง่าย ถึงแม้ว่าการท่องเที่ยวจะมาถึง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านที่นี่ต้องเปลี่ยนวิถีเดิมๆ

011

ชาวบ้านที่นี่ทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก
เป็นแหล่งปลูกข้าว กุหลาบ ดอกไม้เมืองหนาว เฟิร์น และผักอื่นๆ อีกมากมาย จัดส่งให้กับร้านค้าและตลาดของโครงการหลวงในเชียงใหม่และกรุงเทพ

012

รอยยิ้มบนใบหน้าอาบด้วยความสุข เห็นได้ทุกครั้งที่นวลเดินผ่าน น้ำใจของชาวผามนที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นกันเอง เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้นวลหลงรักที่นี่

013

หมูป่าหรือหมูดอยที่นี่ไม่ปล่อยให้เลี้ยงเองตามธรรมชาติ แต่จะผูกติดกับเสาหลักของบ้าน เพื่อไม่ให้ไปทำลายผักที่ชาวบ้านปลูกไว้ พอตกเย็นจะมีใครพาน้องไปเดินเล่นไหม? สายจูงพร้อมสำหรับขนาดนี้

013-2

“บ้านผามนต์ใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและจัดการชุมชน ก่อนการท่องเที่ยวภายนอกจะเข้ามาจัดการจนชุมชนเสียหายหรือมีปัญหา”

การท่องเที่ยวบ้านผามนต์ เริ่มด้วยการวิจัยการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกส.) เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด ภายใต้การใช้ทรัพยากรชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น นักวิจัยท้องถิ่นเจ๋ง

คำแนะนำการเดินทาง
หากเดินทางจากถนนเชียงใหม่ – จอมทอง ประมาณ 65 กิโลเมตร ให้เลี้ยวขวาที่แยกกิโลเมตรที่ 0 แล้วตรงไปก่อนจะขึ้นดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเชียงใหม่ ผ่านน้ำตกวชิรธาร บ้านหนองล้อม มุ่งตรงสู่หมู่บ้านผามนต์

สามารถสอบถามข้อมูลและการเดินทาง
ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านผามนต์
หมู่ที่ 8 ถ.จอมทอง-ดอยอินทนนท์ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
ฝ่ายประสานงานและประชาสัมพันธ์ โทร. 081-166-4344
อีเมล์ : surasitd@hotmail.com

014

ตำนานของนกกระจิบที่อาสาเอาเมล็ดพืชจากหน้าผาผ่านเสียงเพลงจากเครื่องดนตรีพื้นเมืองนั้นน่าประทับใจมาก มาบอกหน่อย

ตามตำนานเล่าว่า ต้นข้าวปกาเกอะญอสูงเท่าต้นกล้วย และเมล็ดที่ใหญ่เท่าฟักทองเขียว แม้แต่เศรษฐีและหญิงม่ายก็เถียงว่าเงินหรือข้าวสำคัญที่สุด เศรษฐีเชื่อว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม่หม้ายเชื่อว่าข้าวสำคัญกว่า ด้วยความโกรธ หญิงม่ายจึงทุบเมล็ดข้าวและกระจัดกระจายไปทั่ว บางส่วนกระจายเข้าไปในถ้ำ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีประตูที่สามารถเปิดได้
“ถ้ำเปิดปิดได้สิบวันจะเปิดครั้งเดียว และไม่มีใครสามารถลงไปเก็บข้าวบนหน้าผาได้ มีนกกระจิบเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถลงไปเอาข้าวออกมาได้”

015

“มันมืดพอที่จะเห็นดาว” ในหมู่บ้านที่เงียบสงบ มีแต่เสียงลม เสียงจั๊กจั่น จิ้งหรีด และระรายกล่อมด้วยเสียง “เต๋า” สมัยก่อน หนุ่มปกาเกอะญอ ต้องมีเทน่าไว้ในร่าง เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ในการเกี้ยวพาราสี ชายหนุ่มกรีดนิ้วบนสายเทน่าและร้องเพลงอุธา เพื่อดึงดูดใจสาว ๆ คงไม่ต้องพูดเกินจริงหรอกว่า ที่ผ่านมาถ้าใครเล่นไม่ได้ เตน่า ขับไม่ได้ ฉันคงโสดไปตลอดชีวิต

READ MORE  จุดกางเต็นท์เขายายเที่ยง จุดชมวิวสุดตระการตา | Hulamamas

016

เป็นวันใหม่กับเสื้อเชิ้ตผ้าคลุมไหล่ (เสื้อทอมือปกาเกอะญอผู้ชาย) เสื้อผู้ชายส่วนใหญ่จะใส่สีแดงแทนความ “อดทน” เพราะวันนี้นวลจะต้องไปกินข้าวกับพี่ป้องน้อง

017

ในหนึ่งปี ชาวบ้านผามนต์จะปลูกข้าวเพียงครั้งเดียวในต้นเดือนมิถุนายน พวกเขาประเมินการปลูกตามจำนวนสมาชิกในครอบครัวเพื่อให้มีพืชผลเพียงพอสำหรับการบริโภคตลอดทั้งปี

ข้าวของที่นี่เป็นพันธุ์พื้นเมือง เมล็ดมีความแข็งแรงสั้นคล้ายกับข้าวญี่ปุ่น แต่รสชาติดีกว่า

018

ปกาเกอะญอให้ความสำคัญกับข้าวในทุกการเปลี่ยนแปลงของต้นข้าว ตั้งแต่การเตรียมแปลงนาซึ่งต้องเตรียมตั้งแต่เดือนมกราคม โดยการหาสถานที่ที่เหมาะสมและดินดีต้องเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินรังนก และต้องปลูกหมุนเวียนกันเพราะทุ่งนาเป็นของทุกคน

จากนั้นเตรียมเมล็ด ปล่อยน้ำลงทุ่งและยกฝายขึ้น ในช่วงเวลานั้นจะมีพิธีต้มเหล้าบ๊วยสาคลีซึ่งใช้ประกอบพิธีผูกมือในสมัยทำนา แล้วลงไปในทุ่งไถพรวนดิน เตรียมดิน ให้ปุ๋ยดิน ทำนา หว่านข้าว และเมื่อต้นข้าวขึ้นจากดินขึ้นจากน้ำจะมีพิธีมัดมือ . มันเหมือนกับการขอบคุณพระเจ้าที่อวยพรพวกเขาด้วยอาหาร ในขณะที่ปล่อยให้ข้าวงอกออกมาก็จะมีการหมุนเวียนดูแลซึ่งกันและกัน เพื่อป้องกันไม่ให้หนูหรือศัตรูทำลายต้นข้าว และเมื่อข้าวสุกเต็มที่ ทุ่งก็เต็มไปด้วยสีเหลือง จะมีประเพณีนำข้าว (หลงแขก) ไปเกี่ยวข้าว เมื่อสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวเป็นประเพณีให้กินข้าวใหม่ (อ่าวบ๊วย) และพิธีสะเก็ดปอค้อ เรียกอีกอย่างว่าพิธีเรียกข้าวเพื่อขอบคุณเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองการผูกข้อมือการต้มสุราและการเลี้ยงผี

019

ชาวบ้านผามนต์ยังมีภูมิปัญญาในการเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมเพื่อผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อการบริโภคของคนในชุมชน ซึ่งล้วนสะท้อนความรู้การใช้ข้าวหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

020

หลังจากเรียนรู้การเก็บเกี่ยวครั้งแรก ดังนั้นเขาจึงรู้ว่ามันเป็นงานที่ยากลำบากเพราะเขาต้องยืนตลอดเวลาในขณะที่เขาต้องก้มหัวเพื่อเก็บเกี่ยวข้าว ยิ่งเขาไม่มีหมวกคลุมหน้าเหมือนคนอื่นๆ ฝุ่นจากแกลบและใบข้าวที่เปียกโชกเข้าตาและจมูก โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวเช่นกัน ฉันรู้สึกแสบร้อนบนใบหน้า นวลสามารถเก็บเกี่ยวได้เพียงครึ่งแปลงเท่านั้น ต้องยกธงขาวหนีไป

021

พันธุ์ข้าวของชาวผามนต์
และมีข้าวหลายพันธุ์ที่ชาวผาหม่นชอบกิน เช่น คนอย่าง “บือปาโด” หรือข้าวเมล็ดใหญ่ ที่เพาะพันธุ์มาจากบ้านแม่แดดเพราะเป็นข้าวประเภทหนึ่งที่เหมาะกับพื้นที่ปลูก ให้ผลผลิตดี รสชาติอร่อย และอีกสายพันธุ์ที่นิยมปลูกคือ “บ๊วยโปโล” หรือข้าวเมล็ดกลม เหมาะสมกับพื้นที่และสภาพภูมิอากาศของหมู่บ้าน มีกลิ่นหอมและอร่อยอีกด้วย ที่สำคัญคือได้ผลผลิตจากการปลูกรอบเดียวมากเมื่อเทียบกับพันธุ์ข้าวอื่นๆ

022

เตรียมสัมผัสวิถีชาวนาบ้านผามนต์

– เรียนรู้เกี่ยวกับชุมชนและข้อมูลธรรมชาติ
– เครื่องมือที่ช่วยให้การเดินทางในธรรมชาติมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น แว่นขยาย กล้องส่องทางไกล หรือกล้องถ่ายรูป
– รองเท้าควรเป็นรองเท้าผ้าใบเมื่อเดินป่า
– เตรียมของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เพราะอาจจะไม่มีในชุมชน
– กุญแจสำคัญคือการเตรียมจิตใจให้พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิตที่เราไม่คุ้นเคย

READ MORE  7 ที่พักวิวสวย น่าไปนอนชิลในช่วงหน้าฝน | Hulamamas

จรรยาบรรณ

– ต้องให้ความเคารพ ไม่ดูหมิ่นกฎ ประเพณี และความเชื่อของหมู่บ้าน
-ต้องช่วยกันดูแลไม่ทำลายผลประโยชน์ส่วนรวมในชุมชน
– ห้ามนำยาเข้าหมู่บ้าน
-ไม่ประพฤติล่วงประเวณี และกระทำอนาจาร
– ผู้ที่จะมาใช้บริการพื้นที่ท่องเที่ยว ต้องแต่งกายสุภาพ
– ห้ามส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นในตอนกลางคืน
– ห้ามเล่นการพนันในหมู่บ้าน
– ห้ามทะเลาะวิวาท
– ต้องรักษาความสะอาด ทิ้งขยะในกองขยะ ทั้งในหมู่บ้านและพื้นที่ท่องเที่ยวทั้งหมด
– ต้องติดต่อคณะกรรมการการท่องเที่ยวล่วงหน้า
– ในการศึกษาธรรมชาติและวิถีชีวิตของชาวบ้าน มักจะมีล่ามหรือมัคคุเทศก์ท้องถิ่น

023

ความเชื่ออย่างหนึ่งของชาวปะกาเก็นโยคือ ข้าวที่เกี่ยวแล้วมัดต้องเฉือนให้หมดในคราวเดียว มิฉะนั้นจะถือว่าไม่เป็นมงคลแก่ครอบครัว

024

เมื่อข้าวเสร็จแล้ว ข้าวจะต้องผึ่งให้แห้งและกรีดจากฟาง และเมล็ดพืชก็เหี่ยวเฉา

025

โรงสีชุมชนที่นำข้าวมาให้บ้านแต่ละหลังมาทำสีที่นี่

026

ออกมาแล้วข้าวที่นิ่ม

ปกาเกอะญอ มีคำกล่าวที่ว่า…

“พวงข้าวหลังการเก็บเกี่ยว โขลกและสี ในปากของเราจะเหลือเพียง 3 เมล็ดเท่านั้น”

เป็นคำกล่าวที่ข้าพเจ้าได้ยินและชื่นชมในคุณค่าของธัญพืชและพละกำลังของเกษตรกร

027

แล้วข้าวที่ยังไม่เกี่ยว ทุบ ฟาด ก็เตรียมลงท้อง

เป็นมื้อที่อิ่มท้องจนอิ่มใจ กลับกรุงเทพฯ จะไม่ลืมรสชาติข้าวที่นี่

ขอขอบพระคุณชาวปากเกย บ้านผามน ที่ให้นวลได้สัมผัสวัฒนธรรมชุมชน เรียนรู้ว่าผู้คนใช้ชีวิตอย่างไร

ปลายฤดูฝนของปีหน้า ตั้งใจหนีแดดร้อนและควันเมืองให้ลอยขึ้นเหนือนาขั้นบันไดอีกครั้ง

008

นวลดีใจที่การท่องเที่ยวไม่เอื้อต่อทรัพยากรชุมชน รวมทั้งวัฒนธรรมท้องถิ่นของชนเผ่าปกาเกอะญอจะต้องสูญหาย

“เพราะการท่องเที่ยวบ้านผามนไม่ใช่รายได้ของประชาชนที่นี่ แต่เป็นเพียงเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งและยั่งยืน”

029

#บานผาหมอน #วถขาว #วถชาวนา #วถปกาเกอะญอ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *